Partly cloudy + Up , ว่าด้วย ชีวิต , ความทุกข์ , ความรัก และ การเดินทางของ ปู่ซ่า กับ ด.ช.ฮะโหน่ง
... เป็นธรรมเนียมของแอนิเมชั่นค่าย Pixar ที่จะมีการ์ตูนสั้นๆแปะหัวเป็นเหมือน ออเดิร์ฟ ก่อน เมนคอร์ส และ เรื่องที่ผมจำได้ดีที่สุดคือ คุณลุงเล่นหมากรุก - Geri's Game ส่วนเรื่องที่เหลือก็ดีไล่เลี่ยกันไป สนุกบ้าง ขำบ้างอย่าง มนุษย์ต่างดาว- Lifted หรือ นักมายากล- Presto แต่ยังไม่มีเรื่องไหนโดนเป็นพิเศษ
การตีตั๋ว Up ทำให้ผมค้นพบ หนังสั้นปะหัวของ Pixar ที่ชอบที่สุด แถมยังเป็นเรื่องแรกที่เรียกน้ำตาให้อินตามได้สำเร็จทั้งๆที่หนังก็สั้นๆ นั่นคือ Partly cloudy
Partly cloudy เป็นเรื่องของ คู่หูระหว่าง เมฆกับนก บนท้องฟ้า โดย เมฆแต่ละก้อน ทำหน้าที่สร้างสิ่งมีชีวิต แล้วให้ นกประจำตัว ทำหน้าที่เป็นพนักงานส่งทารกแรกเกิดไปสู่พ่อแม่ แต่ละคู่ทำหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี ให้กำเนิด ลูกสุนัข , ลูกคน , ลูกแมว น่ารักๆ
ยกเว้นก็แต่ เจ้าเมฆสีเทา ที่สร้างสิ่งมีชีวิตแต่ละครั้งก็ออกมาเป็น ลูกๆที่ดุเด็ดเข็ดฟัน สร้างความเจ็บตัวให้กับ นกคู่หู อยู่ร่ำไป
นกคู่หูของเจ้าเทา แอบเฝ้ามองเมฆก้อนอื่นมีความสุขกับการให้กำเนิดลูกๆที่น่ารักและเล่นสนุกกันเหมือนครอบครัว แล้ววันหนึ่ง เจ้านกตัวนี้ก็ลาจากเมฆสีเทา ทิ้งให้ เจ้าเมฆเทาเศร้าเสียใจร้องไห้เป็นสายฝน
การจับคู่ของ นก กับ เมฆ ให้กำเนิดทารก เป็น ตัวแทนที่ทำให้นึกถึงได้ทั้งภาพของ ความเป็นพ่อแม่ที่ให้กำเนิดลูก / ความเป็นสามีภรรยาที่ช่วยกันเลี้ยงลูก / ความเป็นเพื่อนร่วมงานที่ช่วยกันสร้างผลงานออกมา
เมื่อใดก็ตามที่ใช้ชีวิตร่วมกันไม่ว่าจะเป็นคู่รักหรือเพื่อนร่วมงาน หากตัดสินกันที่ผลลัพธ์ว่า ต้องออกมาดีจึงจะมีความสุข ชีวิตคู่นั้นไม่มีทางยั่งยืน
เพราะหลายครั้ง ที่การทำงานเป็นคู่ก่อให้เกิดความผิดหวัง ได้งานออกมาไม่ดีเท่าคนอื่นๆ , ให้กำเนิดลูกที่พิกลพิการ , ไม่สามารถเลี้ยงลูกได้อย่างใจ หากตัดสินแค่นี้ รับประกันได้ว่าไม่ช้าไม่นานย่อมนำไปสู่ การแยกทางของ คู่ชีวิต
Partly cloudy มากระชากน้ำตาในช่วงท้าย เมื่อแสดงให้เห็นว่า ความสำคัญของการใช้ชีวิตร่วมกัน ไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธ์ แต่อยู่ที่การปรับตัวเข้าหากัน ร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรค และ ทะนุถนอมความสัมพันธ์ให้สม่ำเสมอ เพราะถึงจุดนั้น ต่อให้ ล้มเหลวในการทำงาน หรือ ผลลัพธ์ที่วาดฝันไม่ออกมาดั่งใจ
ความรักที่มีให้กันและกัน จะเป็นแรงผลักดันที่ทำให้มีชีวิตที่ผิดหวังอยู่ต่อไปได้อย่างมีความสุข
และ ประเด็นของ Partly cloudy บางส่วนก็ส่งต่อเนื่องมายัง Up
...ผมเพิ่งส่งบทความเรื่อง Revolutionary road ไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะไปดู Up ทำให้ภาพชีวิตคู่ จากหนังสองเรื่องนี้ ซ้อนทับกันระหว่างดูโดยอัตโนมัติ ทั้งๆที่ ตัวหนังคนละแนวกันอย่างสิ้นเชิง
ทั้งสองเรื่อง นำเสนอ ชีวิตคู่ตั้งแต่ช่วงวัยหนุ่มสาว ที่แต่ละคน มีความฝันส่วนตัวเก็บอยู่ในใจ เหมือนกับเราทุกคน ที่ บ้างก็ฝันอยากมีงานดีๆ , ฝันอยากมีบ้านหลังใหญ่ๆ , ฝันอยากไปเที่ยวเมืองนอก ฯลฯ
คู่รักบางคู่ ถูกดึงดูดให้มาคบกันด้วยความใฝ่ฝัน เช่น จุดเริ่มต้นของ แฟรงค์ กับ เอพริล ใน Revolutionary road ที่เริ่มต้นพูดคุยถึงความฝันในอนาคต หรือ การพบกันบนชั้นสองของบ้านร้างใน Up ที่ทำให้เรารับรู้ความฝันในวัยเด็กของ คาร์ล กับ ภรรยา ที่มีเหมือนๆกัน (การผจญภัย /Paradise fall)
และ ความเหมือนนี่เองที่ดึงดูด คนสองคน ให้เริ่มเรียนรู้และกลายมาเป็นคู่รัก
แต่ เมื่อชีวิตคู่พัฒนาเข้าสู่การเป็น สามี-ภรรยา หลายๆอย่างในชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ภาระรับผิดชอบก็มากกว่าการเป็นแฟนสมัยวัยรุ่น เพราะ ต้องทำงาน หาเงินเลี้ยงชีพ , ดูแลสุขภาพ , จัดการเรื่องบ้านช่อง ฯลฯ ทำให้ความฝันสมัยวัยเยาว์อาจต้องถูกเก็บใส่ลิ้นชัก เพราะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า
อย่างที่เห็นจากภาพชีวิตหลังแต่งงานของ คาร์ล และ เอลลี่ ที่ไม่มีเวลาออกผจญภัย เพราะ ต้องทำงานหาเงิน ครั้นมีเงินเก็บที่สะสมไว้ ก็ ต้องทุบเอามาใช้จ่ายในเรื่องจำเป็นมากกว่า เช่น ด้านสุขภาพหรือความเป็นอยู่ ครั้น อายุมากขึ้นสภาพร่างกายไม่อำนวยให้เดินทางไปไหน
ความฝัน ของ คาร์ล กับ เอลลี่ ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ไม่ว่าจะเป็น ความฝันในวัยเด็กเช่น การเดินทาง หรือ ความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแทบทุกคู่ชีวิตคือ การมีลูก
บางคู่เมื่อความฝันล่ม ชีวิตคู่ของพวกเขาก็ล่มตาม เพราะมัวสนใจแต่ไล่ตามความฝัน จนลืมให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์เหมือนคู่รักใน Revolutionary road
แต่ สำหรับ คาร์ล กับ เอลลี่ ทั้งคู่มี ความรัก ให้กันมากพอที่จะประคับประคองการเป็นคู่ชีวิตจนแก่เฒ่า จนกระทั่ง วันที่ เอลลี่ ลาจากคาร์ลไป
เหตุการณ์หนึ่งชั่วชีวิตข้างต้นดำเนินเรื่องเป็น หนังใบ้ ภายในเวลา สิบนาที
และเป็น สิบนาที ที่ยอดเยี่ยม เทียบเคียงได้กับ ครึ่งแรกของ Wall-E ที่ไม่จำเป็นต้องมีบทสนทนา ผู้ชมก็ซึมซับ ความคิดและความรู้สึกตัวละครได้สมบูรณ์ แถม Up ยังมีความยากกว่าตรงที่ สิบนาทีที่เล่าคือระยะเวลาหลายสิบปีของคนสองคน
... ช่วงเวลาถัดมา หลังการเสียชีวิตของ เอลลี่ หนังเปลี่ยนชีวิตของ คาร์ล เด็กชายที่อยากเป็นนักผจญภัย ให้กลายเป็น ปู่ซ่า ท่าทางขวางโลก ขังตัวเองในบ้าน ขี้รำคาญเด็กๆ และ กำลังเผชิญกับปัญหาที่นักธุรกิจกำลังเวนคืนที่ดินรอบด้าน โดยบ้านของปู่ซ่า เป็นพื้นที่สุดท้ายที่เหลืออยู่
ปู่ซ่า ใช้ชีวิตอยู่กับ ความทรงจำในอดีตผ่านข้าวของที่เคยใช้ร่วมกันกับเอลลี่ เช่น บ้าน , ตู้ไปรษณีย์ ฯลฯ เขาจึงไม่คิดที่จะย้ายบ้าน หรือ ไปอยู่บ้านพักคนชราเหมือนที่ใครๆแนะนำ
วันหนึ่ง ลูกเสือสำรองหุ่นตุ้ยนุ้ยหน้าตาเหมือนโหน่งสามช่า หรือ ด.ช.ฮะโหน่ง โผล่เข้ามาในชีวิตของ ปู่ซ่า
ด.ช.ฮะโหน่ง สะสมเข็มกลัดที่แสดงถึงความสามารถของลูกเสือได้เกือบครบเพื่อเลื่อนขั้น เหลือเพียงเข็มกลัดสำคัญจาก �การช่วยเหลือคนชรา� ซึ่ง ด.ช.ฮะโหน่งหวังว่าจะได้มาจากการช่วยเหลือปู่ซ่า แต่ ปู่ซ่า ไม่สนใจที่จะให้ใครมาช่วยเหลือ แถมแกกำลังจะหนีจากผู้คน เพื่อจะได้ปกป้องบ้านหลังนี้ไว้แทนที่จะถูกจับไปอยู่บ้านพักคนชรา
ปู่ซ่า ตัดสินใจพา บ้าน ลอยขึ้นท้องฟ้าด้วยลูกโป่ง มุ่งหน้าไปอเมริกาใต้ ไปยัง Paradise fall ดินแดนที่เขากับภรรยาเคยวาดฝันจะได้มานั่งเคียงข้างกัน
ปู่ซ่า ไม่ทันรู้ตัวว่า ด.ช.ฮะโหน่ง หลงติดมากับบ้านลอยฟ้าหลังนี้ด้วย ส่งผลให้ทั้งคู่กลายเป็น คู่หูจำเป็น ออกเดินทางสู่ดินแดนอันไกลโพ้น
... จากเนื้อหาข้างต้น ถ้าอยู่ในมือคนเขียนบทที่ไม่คิดอะไรมาก Up ก็จะกลายเป็น หนังฮาๆ ผจญภัย เจออะไรแปลกๆ ได้ข้อคิดนิดหน่อย แล้วกลับบ้าน- จบ -
แต่เมื่ออยู่ในมือทีมคนเขียนบทจาก Pixar เนื้อเรื่องที่เหมือนจะไม่มีอะไร แค่ประเด็น คุณปู่กับอดีตรัก แต่พอนั่งดูๆไป กลับมีประเด็นอะไรต่อมิอะไรสอดแทรกมากมาย โดยการสร้างปูมหลังของแต่ละตัวละคร ล้วนมีผลต่อเนื่องต่อคนรอบข้าง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความโดดเดี่ยวของคนสองคน , ความสูญเสียและความเจ็บปวด (grief) , ชีวิตที่ยึดติดและไม่อาจปล่อยวาง , การใช้ชีวิตครอบครัว , การไล่ตามความฝัน , การเติมเต็มทางจิตใจ ฯลฯ
บทหนังหันมาเล่นแง่มุมลึกๆของ 'ความเป็นมนุษย์' มากกว่าเรื่องก่อนๆ , โดดเด่นในด้านการใส่ปมทางจิตวิทยาของตัวละคร มีจินตนาการหลากหลาย และ มีรายละเอียดปลีกย่อยมากกว่าหลายเรื่องของ Pixar แล้วเล่าออกมาเนียนๆ เหมือน เรื่องเบๆที่ไม่มีอะไรมากมาย แต่แท้จริงล้วนแฝง สัญลักษณ์ทางจิตใจของตัวละคร
การเดินทางของ ปู่ซ่า กับ ด.ช.ฮะโหน่ง มี ความหมายลึกซึ้งทางจิตใจต่อทั้งคู่ยิ่งนัก
... ทันที ที่พวกเขาไปถึงหน้าผาใกล้ๆน้ำตก Paradise fall พวกเขาพบ แม่นกอีก๋อยเจ็ดสี ที่กำลังถูก ฝูงสุนัขพูดได้ไล่ล่า ด้วยความบังเอิญ
แม่นกอีก๋อยเจ็ดสี กำลังหาทางกลับบ้านเพื่อไปหา ลูกตัวเล็กๆที่ส่งเสียงร้องข้ามหุบเขา รอการกลับมาของแม่
ด.ช.ฮะโหน่ง อยากเลี้ยง แม่นกอีก๋อย แต่ ปู่ซ่า ไม่อนุญาต ฮะโหน่ง ก็ยังไม่หงุดหงิด แต่พอ รู้ว่าแม่นกอีก๋อยถูกคนร้ายจะจับเอาเข้าเมือง เขาอ้อนวอนขอให้ปู่ซ่า ช่วยกันพา แม่นกอีก๋อย กลับไปหาลูก แต่ ปู่ซ่าปฏิเสธ ทำให้ ฮะโหน่งโกรธมากมาย
เพราะอะไร ฮะโหน่ง ถึงมีอารมณ์ร่วมกับเรื่องนี้มาก
แม่นกอีก๋อยเจ็ดสี & ฮะโหน่ง
... บทสนทนาช่วงหนึ่งที่ฮะโหน่งเล่าให้ปู่ซ่าฟัง ทำให้เรารู้ถึง ชีวิตครอบครัวที่พ่อแม่แยกทาง เขาอาศัยอยู่กับพ่อและแม่เลี้ยง แต่ พ่อก็เหมือนไม่ค่อยอยู่บ้าน ความทรงจำเดียวเกี่ยวกับพ่อที่งดงามและชัดเจนที่สุด ก็เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมานานเต็มที
ด.ช.ฮะโหน่ง อาจไม่ได้ถูกทิ้งทางกายภาพคือยังรู้ว่าพ่อยังไปๆมาๆ แต่ เด็กกลุ่มนี้ถูกทอดทิ้งทางด้านความรักและห่วงใย ซึ่งทำให้พวกเขาเติบโตมาด้วยความเหงา , โหยหาความรักความอบอุ่น
และมันช่วยให้เราเข้าใจในเวลาต่อมาว่า เข็มกลัดลูกเสือที่ติดเสื้อเขามากมาย ไม่ใช่แค่เพราะเขารักการเป็นลูกเสือ หรือ หวังสะสมเพื่อเลื่อนขั้น แต่ หากเขาสามารถเก็บ ไอเท็มเข็มกลัด ช่วยเหลือคนชรา ได้สำเร็จ คนที่จะมาติดเข็มให้เด็กๆในวันงานต้องเป็นพ่อ จึงไม่น่าแปลกใจที่ เขามุมานะกับการเก็บเข็มกลัดอันนี้ให้ได้
เพราะ �การเก็บไอเท็มเข็มกลัดครบ� คือ �โอกาสที่จะได้พบกับ พ่อ�
เมื่อมาเจอเหตุการณ์ที่ ปู่ซ่า ไม่ช่วย แม่นกอีก๋อย กลับไปหาลูก สำหรับเด็กที่โดดเดี่ยวอย่างฮะโหน่ง นอกจากจะมองว่า ปู่ซ่าใจร้าย แต่ลึกๆแล้ว เชื่อว่า เขากำลังแทนตัวเองกับลูกนกโดยไม่รู้ตัว
เพราะการปล่อยให้แม่นกถูกจับ ก็จะทำให้ ลูกนกต้องขาดพ่อแม่ ซึ่งความรู้สึกของการถูกทอดทิ้งเป็นเช่นไร ฮะโหน่งรู้ดีเป็นที่สุด
แม่นกอีก๋อย จึงเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ในชีวิตของทั้งคู่ที่ขาดหายไป นั่นคือ สัญลักษณ์ของ 'ความเป็นพ่อแม่' ซึ่ง ด.ช. ฮะโหน่ง โหยหา และ ปู่ซ่ากับภรรยา เคยฝันอยากจะเป็น
... กลับมามองที่มุมของ ปู่ซ่า
การสูญเสียคู่ชีวิต เป็น ปัจจัยเครียดอันดับหนึ่งที่มีผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์
หากสูญเสียคู่ชีวิตในวัยทำงาน ยังพอจะมี ญาติ หรือ เพื่อน หรือ ลูกหลาน อยู่เป็นเพื่อนพูดคุย ยังมีโอกาสพบเจอคนใหม่ๆในอนาคต
แต่กับชีวิตของ คาร์ล ที่มีชีวิตทั้งชีวิตเพื่อเอลลี่ อยู่กันแค่สองคน เมื่อเอลลี่จากไปในวัยชรา เหลียวซ้ายแลขวา คาร์ลก็มองไม่เห็นใคร
หากจะมีสิ่งที่ยึดเหนี่ยวไว้ให้กับเขาได้ในเวลานี้ คงมีเพียง ความทรงจำในอดีตที่อยู่ในรูปของวัตถุ เช่น สมุดบันทึก , บ้าน , ตู้ไปรษณีย์ ฯลฯ
เขาจึงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เมื่อ ตู้ไปรษณีย์ถูกรถชน หรือ เมื่อบ้านจะหลุดลอย เพราะนั่นแปลว่า สิ่งยึดเหนี่ยวเขากับเอลลี่ กำลังจะลอยหาย
... คาร์ล หลงลืมอะไรไปบางอย่าง
เขาลืมไปว่า เอลลี่มีชีวิตอยู่ในอดีต แต่ เขากำลังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน
การจมอยู่กับอดีต มีแต่จะทำร้ายตัวเองและคนรอบข้างให้เจ็บปวด แต่ เรามักไม่ทันรู้ตัว ยกเว้นเสียแต่จะมีคนชี้ให้เห็น
ตัวอย่างที่เห็นชัดของคาร์ลคือเมื่อ ฮะโหน่ง และ แม่นกอีก๋อย ผ่านเข้ามาในชีวิต
เหตุการณ์ที่ต้องเลือกระหว่างดึงบ้านไม่ให้ลอยหนีกับช่วยนกตรงหน้า ปู่ซ่า เลือก วิ่งไล่คว้า บ้าน ที่ไม่มีคนอยู่อาศัย โดยไม่ใยดี แม่นกอีก๋อย ที่ถูกจับ แสดงภาพคนที่ จมอยู่กับอดีต จนมองไม่เห็น ปัจจุบัน
จนเมื่อผู้คนรอบตัวที่เสมือนครอบครัวใหม่ ล้วนเดินหนีไปจากชีวิต ปู่ซ่าจึงได้เรียนรู้ว่า บ้านก็เป็นเพียงสิ่งก่อสร้าง ที่เป็นตัวแทนความสุขในอดีต ต่อให้เขาทะนุถนอมมันอย่างไร เอลลี่ ก็ไม่มีวันกลับมา และ ต่อให้บ้านพังทลายก็ไม่ได้แปลว่า เอลลี่หรือความรักจะลดน้อยลง
เหตุการณ์ที่ต้องเลือกครั้งที่สอง ปู่ซ่า จึงมีความกล้าหาญที่จะเลือก ครอบครัวใหม่ แล้ว ปล่อยบ้านให้ลอยจากไป
... การเดินทางใน Up จึงไม่ใช่แค่ความเฮฮาปาจิงโกะ ของ คู่หูต่างวัย แต่มันยังเป็นการ เติมเต็มความฝันในวัยเยาว์ และทำให้เราได้เห็นว่า ไม่มีคำว่าสายเกินไป สำหรับการเดินทางตามความฝัน
ปู่ซ่า เข้ามาเติมเต็ม ความเป็นพ่อ ที่ด.ช.ฮะโหน่งต้องการ
ด.ช.ฮะโหน่ง เข้ามาแทนที่ ความเปลี่ยวเหงา , ลูก และ ความเป็นครอบครัว ที่ ปู่ซ่า คิดถึง
ปู่ซ่ากับฮะโหน่ง เข้ามาเป็น เจ้านายที่ให้การยอมรับ ให้กับ หมาพูดได้
และ สุดท้าย เมื่อปู่ซ่า สามารถปล่อยวางอดีตและอยู่กับปัจจุบัน เขากับฮะโหน่ง ก็สามารถสิ่งดีๆให้กับผู้อื่น จากการมอบ ชีวิตครอบครัว คืนให้กับเหล่านกอีก๋อยได้อีกครั้งหนึ่ง
... บทเรียนสำคัญจากการเดินทางครั้งนี้ของปู่ซ่า น่าจะพอกล้อมแกล้มได้ว่าเป็นหนัง coming of age ของคนวัยชราที่กำลังเคว้งคว้าง ผู้ยึดติดกับอดีต ยึดติดกับบ้าน ยึดติดกับความสุขที่ผ่านไปแล้ว ทำให้ มองไม่เห็น ชีวิตตรงหน้า ความสุขตรงหน้า และ ความรักที่อยู่ตรงหน้า
และสิ่งที่ปู่ซ่า ได้เรียนรู้คือ การยึดติดกับข้าวของหรืออดีต ไม่ได้มีประโยชน์อันใด เพราะ ความรักกับความทรงจำที่แสนดี มันมีชีวิตอยู่ใน ความทรงจำของตัวเรา ไม่ได้อยู่ในวัตถุ
ต่อให้ บ้านลอยจากไป , กรอบรูปถูกทำลาย , ตู้ไปรษณีย์จะถูกทับ แต่ ถ้ายังไม่คิดจะลืม อย่างไร เอลลี่ก็ไม่มีวันจากไปจาก คาร์ล
การปิดกั้นตัวเองกับคนอื่นจมอยู่แต่อดีต มันมีแต่จะทำให้ จิตใจห่อเหี่ยวแห้งแล้ง จมอยู่กับความทุกข์และโหยหา ในทางตรงกันข้าม หากเราเรียนรู้ที่จะมีความรัก มอบความรักให้กับคนอื่นๆต่อไป สิ่งนั่นจึงจะทำให้เราสามารถ มีความสุขโดยไม่ต้องจมจ่อมอยู่กับ ความสุขปลอมๆที่คอยบั่นทอนจิตใจวันแล้ววันเล่า
... เมื่อ ปู่ซ่า มอบ ความรักและภาพของความเป็นพ่อ ให้ ฮะโหน่ง และ มอบความรักคืนให้กับแม่ลูกครอบครัวอีก๋อย
รูปแบบของ ความรัก ที่เปลี่ยนรูปแบบจาก สามี-ภรรยา มาเป็นความรักรูปแบบอื่นๆนี้เอง(รักฮะโหน่งเหมือนพ่อ , รักครอบครัวอีก๋อยด้วยเมตตา , รักหมาเหมือนเจ้านาย) ที่เข้ามาเติมเต็ม หัวใจที่แห้งผากของปู่ซ่า
เขาสามารถเก็บความทรงจำดีๆที่มีกับเอลลี่ต่อไปได้ โดยไม่ต้องผูกติดไว้กับวัตถุ แต่ นำความทรงจำดีๆเหล่านั้น มามีชีวิตต่อ ให้ความรักกับผู้คนรอบข้าง
... ข้อความสุดท้ายของเอลลี่ เป็นการแสดงออกชัดเจนว่า เธอไม่ได้ต้องการรั้งคาร์ลไว้ แต่ต้องการให้ คาร์ล ปล่อยมือจากอดีตเสียที กับ ประโยคที่ว่า
�ขอบคุณที่ร่วมเดินทางด้วยกันตลอดมา ถึงตอนนี้ได้เวลาออกเดินทางใหม่ๆด้วยตัวเองแล้วนะ�
ประโยคนี้ย่อมไม่ได้หมายถึง การผจญภัย แต่ ยังหมายถึง การใช้ชีวิต ที่ เอลลี่ ปรารถนาจะให้ คาร์ล เดินหน้าใช้ชีวิตที่เหลือของเขาอย่างมีความสุข โดยไม่ต้องจมอยู่กับ การเดินทางในอดีตอีกต่อไป
หรืออาจจะพอสรุปได้ว่า
ปล่อยให้ความสวยงามในอดีตมีชีวิตอยู่อยู่ในความทรงจำ แต่ อย่านำมาใช้เพื่อการมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน
... Up เป็นผลงานของ Pixar ที่ทำให้ผมกลับมาใช้คำว่า �รัก� อีกครั้งหนึ่ง นอกจากที่เคยรัก A Bug's life / Toy story 2 / Monster inc.
เรื่องอื่นๆของ Pixar ไม่เคยทำได้ต่ำกว่าค่ามาตรฐาน แต่บางเรื่องดูแล้วตัวเองก็ไม่ได้ชอบมากนักเช่น Finding Nemo ที่หลายคนชอบ ผมจะออกแนวเฉยๆ
ส่วนสองเรื่องหลังล่าสุดของ Pixar ดูเหมือนจะก้าวไปไกลยิ่งกว่าการ์ตูนสำหรับเด็ก เพราะ เวลาดู หนูก้นครัว กับ หุ่นยนต์รักกัน มันให้อารมณ์เดียวกับ หนังดราม่าชั้นดีสุดคลาสสิค ต่างเพียงแค่ ใช้ลายเส้นแอนิเมชั่นแทนคนแสดงจริง
แต่ถึง Ratatouille กับ Wall-E จะยอดเยี่ยมกระเทียมดอง ผมก็ได้แค่ชื่นชมและชื่นชอบ ไม่ถึงกับรัก เพราะ รู้สึกว่าหนังอยู่ไกลตัว บวกกับ อารมณ์ของหนังค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่และสูญเสียความสนุก แบบ สะนู๊กสนุก เหมือนที่ดูหนังแอนิเมชั่นเรื่องเก่าๆของ Pixar หรือว่าแบบ Kungfu panda ที่ได้ข้อคิดด้วย ได้สนุกเหมือนตัวเองย้อนกลับไปวัยเด็กอีกครั้ง และ ประการสำคัญ ดูแล้วอยากดูซ้ำเพื่อความสบายใจ
... ส่วน Up จะว่าไปแล้ว ถ้าเจาะจงเฉพาะส่วนของเนื้อหาเพียวๆ Up มี ความเป็นผู้ใหญ่ สูงกว่าเรื่องอื่นๆเสียด้วยซ้ำ ไม่ใช่แค่ อายุ ของตัวละครนำ แต่ประเด็น ชีวิต , วัยชรา , การยึดติด , การสูญเสีย ดูจะเป็นเรื่องยากขึ้นและลึกซึ้งสำหรับเด็กๆ มากกว่าประเด็นมิตรภาพใน A Bug's life , ความเป็นครอบครัวใน The Incredibles , ความสัมพันธ์พ่อลูกใน Finding nemo , การใช้ชีวิตใน Cars , คุณค่าในตัวเองและการตามความฝันใน Ratatouille หรือ ความรักกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมใน Wall-E
แต่ถึงจะมีเนื้อหาผู้ใหญ่มากๆ(และเป็นเรื่องแรกที่มี เลือด ในหนัง) ความแตกต่างจากสองเรื่องหลัง ก็คือ ใน Up นั้น การเล่าเรื่องของหนังใส่ ความสนุกสนานเฮฮาและจินตนาการประสาเด็กๆ ออกมาชวนสนุกมากกว่า หรือจะว่าง่ายๆ �เนื้อหาแก่� แต่ วิธีการนำเสนอ มี �ความเป็นเด็ก� สูง
อีกทั้ง เป็นเรื่องที่ผมรู้สึกว่าจินตนาการของทีมเขียนบทก็มากล้น สำหรับการเล่นเอาเถิดกับ ความเป็นแฟนตาซี ในเนื้อหาที่ realistic จริงจังมากๆ เอากันถึงขนาด นกประหลาด หมาพูดได้ บ้านลอยฟ้า จนนึกว่าดู สตูดิโอจิบลีเวอร์ชั่นซอฟต์ๆ
... หากหนังเรื่องนี้จะมีจุดอ่อนก็คงเป็นความกลมกล่อม ที่เกลาออกมาแล้วมันยังไม่ลงตัว มีจุดเกินๆติดๆขัดๆเล็กน้อย ไม่ออกมา เมพขิงๆ ระดับเดียวกับ Ratatouille ที่ผมยกให้เป็น ตัวหนังระดับห้าดาวของ Pixar คือ เยี่ยมแบบคงเส้นคงวาตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ส่วน Wall-E ยังมีดร๊อปๆในครึ่งหลังบ้าง แต่ บทหนังก็แยบคายและลึกซึ้ง อีกทั้งครึ่งแรกที่เป็นหนังใบ้ก็สุดยอดเหลือกิน
รายละเอียดปลีกย่อยที่ดูแล้วขัดๆของหนังมักจะอยู่ในส่วนข้อเท็จจริง คือ ในกรณีจินตนาการเช่น หมาพูดได้กับบ้านลอยฟ้า เป็นแฟนตาซีที่ไม่รู้สึกว่าขัดอะไร แต่ในส่วนของชีวิตจริง เช่น อายุของ ตัวร้าย กับ ปู่ซ่า น่าจะห่างกันมาก แต่ในหนังดูเหมือนคนรุ่นเดียวกัน แถมตัวร้ายยังจะดูอ่อนกว่าเสียด้วยซ้ำ
สิ่งที่ชอบ
1.การวางบุคลิกนิสัยตัวละคร ... นอกจากน่ารัก ยังมีความหมาย
- ด.ช. ฮะโหน่ง มากับ ปูมหลังของครอบครัวแตกแยก กับ ปู่ซ่า ผู้สูญเสีย ต่างฝ่ายต่างเป็นคนโดดเดี่ยวโหยหาอะไรบางอย่าง ก่อนที่ทั้งคู่จะเติมเต็มความเป็นพ่อ-ลูกให้แก่กันและกัน
- นกอีก๋อย เข้ามาเปิดประเด็น 'ความเป็นพ่อแม่' ซึ่งฮะโหน่ง โหยหา และ ปู่ซ่า เคยอยากจะเป็น
- ตัวร้าย ที่เคยเป็นฮีโร่ แต่กลับกลายเป็น วายร้าย เพียงเพราะ 'ความเจ็บปวด' ที่ถูกสังคมต่อว่า จะว่าไปก็คล้ายๆกับ ปู่ซ่า ที่ถูก ความเจ็บปวด เปลี่ยนนิสัยไปจากเดิม และ หนังเรื่องนี้ไม่มีใครร้ายเพราะขี้โกง แต่ ร้ายเพราะ ความผิดหวัง ความเจ็บปวด ที่ฝังลึกในใจ
2.งานด้านภาพ .. ยังคงไร้ที่ติสำหรับ Pixar สีสันจัดจ้าน และ ทิวทัศน์น้ำตกอลังการยิ่ง
3. ประเด็นใน Up สอดคล้องต่อเนื่องจาก Partly cloudy ... ทั้งในเรื่องของ ความรักของคู่ชีวิต(คาร์ล/เอลลี่ - นก/เมฆ) , ความเป็นพ่อแม่ และ มี นก (นกขนส่ง-นกอีก๋อย) กับ เมฆ (ตอนหนึ่งใน up ด.ช.ฮะโหน่งชี้ให้ปู่ซ่าดูเมฆสีเทาที่กำลังจะปล่อยฝน) ต่อเนื่องต่อมาอีกต่างหาก
4. อารมณ์หนังเซ้นซิถีฟมากๆในหลายฉาก และ เรียกน้ำตาแบบปาดป้อยๆ ... ป้อยออเดิร์ฟ ล่วงหน้ามาตั้งแต่นกกระสาบินกลับมาหาเมฆพร้อมเสื้อเกราะใน Partly cloudy , ป้อยแรก ช่วงสิบนาทีหนังใบ้ , ป้อยที่สอง ตอนฮะโหน่งตาละห้อยดูปู่ซ่าเลือกบ้านที่หลุดลอย , ป้อยที่สาม ตอนปู่ซ่ายอมปล่อยบ้านทิ้ง , ป้อยสุดท้าย ตอน ข้อความในสมุดบันทึกของเอลลี่
5.บทหนัง ... บอกเล่าความงดงามของความรัก ต่อเนื่องไปสู่ ความทุกข์เพราะการยึดติดในความรัก , การเติมเต็มชีวิตที่ขาดหาย , ความโดดเดี่ยวของคนถูกทิ้ง , ความเป็นครอบครัวที่บกพร่อง ผ่านการเดินทาง ที่นำไปสู่ การเติบโต , หลุดพ้น และ เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมอบความสุขให้กับผู้อื่นต่อไป
6. ความสนุกที่ทำให้ดูแล้วอยากดูอีก ... ซึ่งเป็นสิ่งที่สองเรื่องหลังของ Pixar ไม่มีคือ Ratatouille กับ Wall-Eเป็นหนังดีมากๆ แต่ไม่ได้ให้อารมณ์สนุกแบบเกิดความรู้สึกอยากดูอีกรอบเวลาเครียดๆเหมือนเรื่องนี้ ที่ให้อารมณ์เดียวกับ Enchanted คือ เป็นหนังที่ทำให้หัวใจเบิกบาน
7. หนังใบ้ 10 นาทีแรก ... เล่าเรื่องได้สุดยอด กินใจ สะเทือนใจ ประทับใจ
สรุป ... ในแง่ภาษาหนัง ตัวหนังยังด้อยกว่าเพื่อนพ้องร่วมค่ายอย่าง หนูก้นครัว กับ หุ่นรักโลก แต่ถ้าไม่ใช้สายตาของการวิเคราะห์คุณภาพหนังมาจับ แล้วใช้หัวใจตัวเองจูนเข้ากับหนัง ผมถูกจริตกับ Up เป็นอย่างมาก นี่คือหนังที่สุดแสนจะ อบอุ่น ละมุนละไม กินใจ และ มีอารมณ์ขัน จนสามารถเอาชนะใจขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆเคียงข้างA Bug's life , Toy story 2 และMonster inc.เรียบร้อยแล้ว
Up ไม่ใช่เป็นแค่หนังคู่หูผจญภัย แต่ยังเป็น หนังที่พูดถึงประเด็นครอบครัว ผ่านการออกเดินทางสไตล์ Road movie (ที่เปลี่ยนจากถนนเป็นท้องฟ้า)
0 comments:
Post a Comment